ชวนยิ้ม

rdUTCp28UTC02bUTCWed, 03 Feb 2010 15:56:01 +0000 12,2007

เขาและฉันกำลังจะเดินสวนกัน
เราจะสวนกันในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้า

ฉันเห็นเขาก่อน
เขากำลังยิ้ม ยิ้มพร้อมจังหวะที่ก้าวเดิน

ฉันสงสัย
เขาเงยหน้ามองฟ้า แล้วก็ยิ้ม

ฉันไม่เข้าใจ
เขาเดินก้มหน้า แล้วก็ยิ้ม

ฉันแปลกใจ
เขามองมาที่ฉัน แล้วก็ยิ้ม

ฉันไม่ทันคิด
มุมปากฉันยิ้มตามเขาไปเสียแล้ว

เราต่างเป็นแรงบันดาลยิ้มให้แก่กัน

:))


วันสุดบู่

stUTCp31UTC01bUTCSun, 31 Jan 2010 15:29:43 +0000 12,2007

บู่แรก
วันนี้มีเวิร์กช้อปให้เวลาพักกินข้าว 1 ชั่วโมง
จะกินฟู๊ดคอร์ด รึเบอร์เกอร์คิง ก็ธรรมดาไป
จึงรีบพุ่งตัวออกจากเอ็มโพเรียม เดินตามหาร้านหมูทอดชื่อดังทางเนทที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องลงมาอยู่ในกระเพาะน้อยๆของเราให้ได้
ว่าแล้วก็เปิดแผนที่ไปกันนนน*

เดินเข้าซอยข้างๆเอ็มโพเรียมไปเรื่อยๆไม่ไกลมาก จนเห็นโรงแรมอริสตันอยู่ทางซ้ายมือ ก็เลยมองหาถนนเข้าซอยทางขวามือ ก็ไม่เจอซักถนน เลยยื่นแผนที่ให้ยามหน้าโรงแรมดู เค้าบอกเดินไปอีกนิด ก็จะเจอซอย
เดินไปอีกไม่ไกล ก็เจอซอยจริงๆ ชื่อซอยเมธีนิเวศน์ (ก็ยังไม่เอะใจ ว่าทำไมแผนที่ไม่บอกชื่อซอยไว้) เย้ ดีใจเลี้ยวเข้าซอยเดินไปมองขวาไป เจอแต่คอนโด!! และแผนที่ก็ไม่ได้บอกไว้ซะด้วยว่า เดินไปลึกมั้ย ไหนๆ ก็เดินมาเกือบ15นาที เลยเดินหาไปเรื่อยๆ จนสุดซอย!!!
แล้วร้านมันอยู่ไหน? ถ้าหาต่อ อาจกลับไปไม่ทันแน่
เบอร์เกอร์คิงก็ได้ เชอะ
เดินกลับมาเจอพี่ยามอีกคน ก็เลยถามอีกที ว่าแถวนี้มันมีซอยหน้าตายังงี้มั้ย แล้วพี่ยามก็ตอบเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย
.. อืม ยอมแพ้จริงๆ ไว้ชั้นจะมาใหม่นะเจ้าหมูทอด

บู่สอง
เดินมาจนถึงประตูข้างเอ็มโพเรียม เจอร้านก๋วยเตี๋ยวปลาเยาวราช ฝั่งตรงข้าม ดูมีประโยชน์กว่าจั๊งค์ฟู๊ดแน่ ไม่รอช้า
‘เล็กแห้งลูกชิ้นปลาค่ะ 1 ชาม’
..
.
อึ้งไปแปปนึง หลังได้ก๋วยเตี๋ยวมา ในชามพลาสติกประกอบไปด้วย เส้นเล็กชุบน้ำมัน ผักโรย ถั่วงอก และลูกชิ้นปลา (เรียงตามลำดับจากปริมาณ มากไปน้อย) สงสัยต้องมาไกล เลยให้ลูกชิ้นกลม 2 ลูก แบบแบนบางๆ 1 ชิ้น !! เส้นลวกไม่สุก แข็งเป็นท่อนๆ แถมน้ำมันเยิ้มมากกก กินได้เท่าที่กินได้ (อย่าหลงเชื่อกับชื่อร้านที่อ้างชื่อถนนเด็ดขาด เข้าทำนองกลับกันกับ ไม่ควรตัดสินหนังสือจากปก)

บู่สาม
เดินเข้าเซเว่นข้างๆร้านก๋วยเตี๋ยว
มองหาชานมที่ชอบกิน หาไม่เจอทั้งแบบกล่องและแบบขวดเลย ก็เลยตื้อบื้อเลยทีนี้ เอาไงดี จะหยิบอะไรดีละ ไอเราก็ไม่เคยสร้างแผนสำรองไว้ด้วยสิ เหล่ไปเหล่มา เลยได้น้ำเปล่ามาแบบสิ้นคิด (แต่ใส่ใจสุขภาพนะเออ) พร้อมสั่งบิ๊กเปาประทังหิว ‘ขอโทษนะคะ หมดค่ะ’ อะไรกันน่ะ ยังกลางวันแสกๆ หมดซะแล้ว โถโถโถ.. เบอร์เกอร์ก็ได้ว้า

บู่สี่
เดินกลับมาห้าง
บิดไปบิดมา หมุนไปหมุนมา สลับมือไปสลับมือมา ไม่ออกซะที เกลียวมันหวานซะแล้ว (เป็นน้ำเปล่า ริอาจทำตัวหวาน!!) เอาไงดี จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บก็ไม่ได้ เพราะทีซีฯไม่ให้เอาน้ำเข้า
ด้วยความตระหนักถึงทรัพยากรน้ำอันมีค่า จึงเดินกลับไปเซเว่น ให้เค้าเปิดให้ โดยกรรมวิธีเอามีดเฉือนๆๆๆๆๆ จนเปิดออก แต่ฝาขวดกระจุย นั่นคือ ก็ต้องกินให้หมดสถานเดียว

(เกือบ)บู่ห้า
เดินข้ามกลับมาจะกลับเข้าห้าง

บังเอิญเห็นร้านราเมนเล็กๆข้างๆห้าง (หมายเหตุ:เราไม่ได้ชื่อบังเอิญนะจ๊ะ) วกเท้า นึ่ง ส้อง หันหน้าไปร้านราเมน พร้อม ก้าว ขว่า ซ่าย ขว่า ซ่าย หยุดอยู่หน้ากระจกร้าน มีพนักงานเปิดประตูให้ด้วย พร้อมถาม ‘กี่ที่คะ’ .. ‘งั้นนั่งตรงเคาน์เตอร์นี้นะคะ’
บรรยากาศร้านให้อารมณ์ญี่ปุ่นมาก นิตยสารก็ภาษาญี่ปุ่น เบียร์ก็ภาษาญี่ปุ่น เมนูก็ภาษาญี่ปุ่น คนขายก็พูดภาษาญี่ปุ่น ลูกค้าก็คนญี่ปุ่นทั้งร้าน(ไม่นับเรา) ของตกแต่งก็เต็มไปด้วยภาษาญี่ปุ่น เสื้อพนักงานก็สกรีนเป็นภาษาญี่ปุ่น อะไรๆก็ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น แค่ก้าวเดียว หลุดออกจากไทยไปเสียแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนต่างชาติมากๆ
แต่เราชอบร้านนี้นะ เพราะ คนขายทุกคนทำตัวยุ่งตลอดเวลา ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีลูกค้าเยอะแยะ เดินสวนกันไปเดินสวนกันมา หยิบนู่นหยิบนี่ ทำแล้วดูเหมือนร้านขายดี (เป็นเทคนิคที่ดี), เจ้าของร้าน(เดาเอาเองว่าน่าจะใช่ จากเสื้อที่ใส่และโหงวเฮ้ง) ลงพื้นที่พบปะลูกค้า คุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างยิ้มแย้ม (หรือจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ไม่รู้ (ก็บอกแล้ว เรามันคนต่างชาติ!)), พอในครัว(ข้างๆ เคาน์เตอร์) ทำอาหารเสร็จชามนึง คนทำเสร็จก็จะตะโกนชื่ออาหารเป็นภาษาญี่ปุ่นออกมา แล้วทุกคนให้ร้านก็จะพูดพร้อมกัน ‘ไฮ่’ (ถ้าวันไหนลูกค้าเยอะ คืนนั้นคนขายอาจละเมอตื่นมา’ไฮ่’ก็ได้เนอะ ฮ่าๆ คิดแล้วตลก) ทำนองเดียวกันกับตอนคิดเงิน คนที่คิดเงินก็พูด ‘โต๊ะ 1 เก็บเงินค่ะ’ แล้วทุกคนในร้านก็พูดพร้อมกัน ‘ขอบคุณค่ะ’ ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงพลัง เกิดคำถามว่า นี่เราได้’ให้’สิ่งที่ทำให้เค้ารู้สึกซาบซึ้งใจขนาดนี้เลยหรอ (ฟังดูเว่อไป แต่มันรู้สึกดีจริงๆนะ เวลามีคนกล่าวคำขอบคุณที่ทรงพลัง(อย่างแรง)!) แถมทุกคนยังได้ฝึกนิสัยน่ารักๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ได้โดยไม่เคอะเขินอีกด้วย
ขอบคุณค่ะ ที่ฟังเรื่องบู่ๆจนจบ

:))

*กลับมาหาข้อมูลร้านอีกที มีคนเขียนไว้ว่า ซอยนั้นเป็นซอยเล็กๆเป็นเวิ้งเข้าไป ไม่มีชื่อซอย!
** พบอีกทีว่า ร้านนั้นมันร้านเก่า ตอนนี้ย้ายไปแล้ว อยู่ซอยเดิมนั่นแหละ แต่อยู่ตรงสุดซอย ซึ่งไกลมาก ต้องนั่งรถไป

สรุป – ต่อให้ไปถูกซอย ก็อดกินอยู่ดี เพราะมันย้ายไปแหล่ววว
เรื่องบู่เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..
ทีหลังก็หัดดูวันที่ที่เค้าโพสซะมั่ง ว่ามันผ่านมากี่ปีแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้
.. แม้กระทั่งความจริง


หยอดกระปุก(แก้ไข:ขอเปลี่ยนเป็นชื่อเรื่อง’เฝือก’)

thUTCp31UTC01bUTCThu, 28 Jan 2010 17:19:03 +0000 12,2007

ตอนเด็กๆ แบบเด็กมากๆ ระดับที่ยังเขียนภาษาไทยยังไม่คล่อง ระดับที่ยังคิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์แมนบินได้มาเกิด ว่าแล้วไม่รอช้า.. ก็เลยทดสอบพลังด้วยการกระโดดบินออกจากโซฟา หัวไหล่น้อยๆ กระแทกพื้นหินอ่อน(หิ๊นกับไ(ห)ล พบกันทีไรก็เรื่องใหญ่ เข๊มฉีดยา ถ้าไกลกันได้ก็ดี~ ) เกิดค่าเสียหายเข้าเฝือกไปนานเลยทีเดียว นับว่าเป็นการเข้าเฝือกครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต(จนถึงตอนนี้) แต่.. จะว่าไป ก็อยากเข้าเฝือกแบบที่ให้เพื่อนเซ็นชื่อฝากกำลังใจได้เหมือนกัน อย่างเราก็ได้แต่เคยวาดรูปบ้าง ขีดๆเขียนๆบ้าง เขียนยันต์บ้าง แปะรูปถ่ายให้กำลังใจบ้าง บนเฝือกคนอื่นอย่างเมามัน

คนที่ได้เข้าเฝือกนี่ก็เจ๋งเนอะ เหมือนได้สร้างประติมากรรมผสมผสานจิตรกรรมชิ้นย่อมๆที่ไม่เหมือนใครบนร่างกายของตนเอง แถมเป็นประติมากรรมที่ผู้อื่นสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างไม่ต้องเคอะเขินและเจ้าของประติมากรรมก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะตั้งแต่เกิดมา เราก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องโจรขโมยเฝือก (จะมี.. ก็มีแต่ โจรขโมยใจ นะ 55)

คนที่จะได้รับการเข้าเฝือกแบบเท่ๆ นั้น ไม่ใช่ว่า เอะอะป่วยนิดเจ็บหน่อยก็จะเข้าได้นะ ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องพิเศษ ที่แม้แต่แฟนก็เข้า(เฝือก)แทนไม่ได้นะจ๊ะ

เพราะ จากการหาข้อมูล พบว่า ผู้โชคดีที่จะได้เฝือกมาครอบครองนั้น จะต้องกระดูกหักหรือข้อเคลื่อนเสียก่อน รวมถึงฟันก็ใส่เฝือกได้ด้วย แต่ก็คงไม่มีใครอยากอ้าปากง้างขากรรไกรให้เพื่อนมาเซ็นชื่อกันหรอกเนอะ

ขั้นต่อไป เมื่อหาเรื่องให้ใส่เฝือกได้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ใส่แบบเท่กันทุกคน เพราะการใส่เฝือกมีสองแบบ คือ เฝือกปูนและเฝือกพลาสติก อย่างแรกจะเป็นการนำปูนพลาสเตอร์มาเคลือบบนผ้าฝ้าย เมื่อใส่แล้วก็จะมีสีขาว แล้วพวกเราก็เขียนโลดดดด ดังนั้นต้องใส่แบบแรกเท่านั้นค่ะ

ย้ำ! แบบแรก เพื่อความสุขอันสูงสุดของคนรอบข้าง

แต่ เหนือความสุขอันสูงสุดในบรรทัดด้านบน ยังมีความสุขอันสูงสุดที่เหนือกว่า(แต่อยู่บรรทัดข้างล่าง) นั่นก็คือ อวัยวะที่ประทับเฝือกลงไป

แน่นอนว่า แต่ละจิตรกรเอกสหายรัก ต่างก็ไม่มีใครยอมน้อยหน้ากันเป็นแน่ ก็นะ.. นานๆทีจะได้อวดฝีไม้ลายมือกันทั้งที ดังนั้น อวัยวะที่เข้าเฝือกที่เยี่ยมโฮกๆ จึงควรเป็นอวัยวะที่ช่วยเปิดโอกาสทางการสรรสร้างได้อย่างมากที่สุด อย่างเช่น เข่าถึงเท้า แขน (แต่อวัยวะเล็กๆอย่าง นิ้วก้อย ไม่ขอแนะนำค่ะ) ดังนั้น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ขาใหญ่ แขนใหญ่ ..นี่แหละค่ะ หนึ่งในข้อดีสุดๆของคุณสำหรับคนรอบข้าง

หมายเหตุ : ตั้งใจจะเขียนอีกเรื่อง แต่ไปๆมาๆ ออกทะเลไปไกล ไว้มาเล่าในอีกบล็อกละกัน หากอยากรู้ว่าเรื่องที่ตั้งใจจะเล่าคือเรื่องอะไร ก็ต้องรออ่านบล็อกหน้า ฮี่ฮี่ (ถ้าอยากตื่นเต้นถึงที่สุดว่าจะเล่าเรื่องอะไร ก็ห้ามอ่านชื่อเรื่องบล็อกนี้.. เอ่อ ยังทันมั้ย??)

คำเตือน : ทุกอย่างไม่ได้มีแต่ด้านดี หากท่านอ่านแล้วอยากเข้าเฝือกอย่างเรา(ก็พูดเผื่อไว้น่า..) ขอให้ศึกษาเพิ่มเติม แต่ถ้าหากยังอยากเข้าถึงความรู้สึกจริงๆและอยากช่วยสนองความต้องการของเพื่อนๆ ก็ไม่ว่ากัน แต่.. กลับมาเล่าให้ฟังมั่งว่ามันเป็นยังไงก็ดีน้า

:))


ร้อยสิ่งของสองพันสิบ

thUTCp31UTC01bUTCWed, 20 Jan 2010 17:25:31 +0000 12,2007

ผ่านปีใหม่มาครึ่งเดือนกว่าๆแล้ว ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรที่นอกเหนือไปจากกิจวัตรเดิมๆอย่างเดือนก่อนๆ
ไม่ได้การ! อีกไม่นานก็จะสิ้นปีอีกหน
มาเขียนสิ่งที่อยากและต้องลงมือทำให้ได้ทั้ง100 ประการกันดีกว่าเน้อ

1.วิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้าๆ ที่สวนสาธารณะ (อาจมีรำไทเก๊กเป็นฟังก์ชั่นเสริม)
2.ลองแต่งตัวตามแฟชั่นจี๊ดสุดเหวี่ยง
3.ไปโตเกียวสักครั้ง
4.กำจัดไดอารี่ด้วยตัวหนังสือให้หมดเล่ม
5.อ่านหนังสืออัดไปให้คนตาบอดฟัง
6.เล่นว่าวที่สนามหลวง
7.เรียนดำน้ำ
8.ร้องเพลงให้ได้ทั้งเพลงสักเพลงนึง
9.ทำสีผมเปลี่ยนลุค
10.อ่านหนังสือที่วางประดับห้องให้หมดครึ่งนึงก็ยังดี
11.กินเนื้อสัตว์ให้ลดลง
12.จัดการงานเขียนให้เสร็จสักชิ้น
13.ตรงต่อเวลาให้มากขึ้น
14.หัดทำขนมอร่อยๆให้ได้อย่างหนึ่ง
15.ฝึกใช้จักรเย็บผ้าให้คล่อง
16.ซ่อมรถให้เป็น
17.ดูคอนเสิร์ตวงที่ชอบสักวง
18.นอนก่อนเที่ยงคืน
19.ไปทะเลคนเดียว
20.แต่งหน้าให้เป็น
21.อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน
22.สวดมนตร์ก่อนนอนทุกคืน ห้ามเบี้ยว
23.ไม่กินอะไรก็ตามตอนดึกๆ แม้จะหิวถึงตับไตไส้พุง
24.แหงนหน้ามองท้องฟ้าให้บ่อย
25.จดสรุปประจำวันสั้นๆให้เป็นนิสัย
26.ดูละคร ซีรีย์และเล่นอินเตอร์เนทให้น้อยลง
27.ตั้งใจเรียน
28.กินให้เร็วขึ้น
29.หัดเขียนลายมือให้สวยขึ้น
30.เย็บชุดใส่เองสักชุด
31.จัดห้องใหม่
32.หัดกินของที่ไม่ชอบ
33.พูดจาให้ไพเราะมากยิ่งขึ้น
34.ไปปฏิบัติธรรม
35.ซื้อของขวัญให้ตัวเองสักชิ้น
36.ไม่ลืมวันเกิดคนสำคัญ
37.มีเวลาสนุกสนานอยู่กับเด็กๆ
38.ค้นพบร้านประจำ ไว้แนะนำคนอื่นได้
39.จัดลำดับความสำคัญของที่สิ่งที่ต้องทำ
40.ถ่ายรูปและอัดรูปให้เยอะๆ
41.อัดวีดิโอให้บ่อยๆ
42.กอดพ่อแม่ให้บ่อย
43.ตามเทคโนโลยีให้ทัน
44.ฟังให้มากขึ้น
45.ฝันให้ไกล ไปให้ถึง
46.ลดพุง
47.เรียนภาษาเพิ่มเติม
48.ไปค่ายอาสา
49.โดดบันจี้จั๊ม
50.กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า
51.ไม่ทิ้งกระดาษทิชชู่ในชักโครก
52.ล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้ง
53.พายเรือคยัค
54.ทำของกุ๊กกิ๊กที่คิดไว้ให้เป็นชิ้นเป็นอัน
55.อดทนต่อเสียงนาฬิกาปลุกให้น้อยลง จะได้ตื่นเช้าได้ซักที
56.เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
57.ขี่จักรยานไปเรียน
58.บอกรักคนที่แอบชอบ
59.ดูลิเกของจริง
60.ใช้หนี้ให้หมด
61.ค้างบ้านเพื่อน
62.ประดิษฐ์ของทำมือสักอย่างให้คนสำคัญ
63.ส่งฉลากชิงโชค
64.ตักบาตรตอนเช้า
65.บริจาคเลือด
66.ไปวัดพระแก้ว
67.ดูหนังที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ
68.ส่งจดหมายถึงนายกฯ
69.ยืนเคารพธงชาติ
70.ไปงานแต่งงานใครสักคน
71.กินเจให้ครบเทศกาล
72.แย่งกันกินหมูกระทะกะเพื่อนๆ
73.เดินป่าซักที่
74.ไปดูทะเลแหวกซักครั้งในชีวิต
75.ลองไปโบสถ์ของศาสนาคริสต์
76.เปลี่ยนหลอดไฟให้เป็น
77.เอาฟิล์มที่ถ่ายๆไว้ไปล้าง
78.หัดถักไหมพรม
79.ซื้อดอกไม้มาจัดใส่แจกัน
80.ศึกษาพวกเกาหลีให้มากขึ้น
81.เล่นน้ำฝนชุ่มฉ่ำ
82.ไปท้องฟ้าจำลอง
83.เล่นไอซ์สเกต
84.ขับรถให้ช้าลงและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
85.หัดเต้นลีลาศให้ได้ซักจังหวะ
86.ถักเปียทั้งหัว
87.ใช้ถุงพลาสติกให้ลดลง
88.กินข้าวบ้านให้มากขึ้น
89.ฝึกใส่รองเท้าส้นสูงให้ถนัด
90.ไปบ้านพักคนชรา
91.ใจร้อนให้เย็นขึ้น
92.คิดก่อนพูดให้มากขึ้น
93.นัดเพื่อนเก่าให้บ่อย
94.นั่งเฉยๆ ฟังเสียงความเงียบ เรียนรู้ตัวเอง
95.ฝึกคิดให้มากๆ รดแรงบันดาลใจเยอะๆ
96.หามุมของตัวเองที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีที่สุด
97.ปลูกต้นไม้ให้โตด้วยน้ำมือตัวเองซักต้น
98.ไว้เล็บให้ยาวให้ได้
99.ใช้ไหมขัดฟันหลังแปรงฟัน
100.ไม่บีบสิว แม้มันจะบวมเป่งมีแต่คนทักก็เหอะ

อ่านแล้ว อย่าลืมทำลิสต์ของตัวเองกันบ้างหล่ะ
แล้วสิ้นปีมาดูกัน ว่าจะได้ซักกี่คะแนนกันฮึ ฮึ

:))


เคลื่อนไหวอยู่กับที่

thUTCp31UTC01bUTCWed, 06 Jan 2010 16:45:27 +0000 12,2007

วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันได้มีโอกาสนั่งรถเมล์ที่เคลื่อนที่ได้นิ่งที่สุดในโลก
ฝนตกหนักขัดๆกับฤดูกาล จากที่นั่งด้านฝั่งขวาของฉัน มองออกไปผ่านฟิล์มทึบและหยาดฝนอย่างยากลำบาก เห็นรถเบื้องล่างเคลื่อนไหวผ่านไปฉิวๆ
รถเมล์คันนี้กำลังเคลื่อนที่ผ่านรถพวกนั้นได้นิ่งขนาดนี้เลยรึ นิ่งขนาดที่เราไม่ได้รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนซักนิด ระบบกันสะเทือนอัจฉริยะมากๆ

หันไปมองกระจกหน้า ก็พบความจริง
.. เห็นไฟสีแดงยาวไกลสุดลูกหูลูกตาและลูกกระเดือก..

จะติดไรกันนักกันหนาเนี่ยยยยยยยยย บ่นในใจอย่างหมดความอดทน
หลังรถเมล์เคลื่อนที่ด้วยความนิ่งเกือบ 3 ชั่วโมง อยู่หน้า CTW คนก็เริ่มทยอยเดินลงกัน ที่เหลือเกือบหมด กำลังนั่งหลับปล่อยให้ความฝันเคลื่อนที่ไปก่อน

ส่วนฉัน, เช่นกัน ก็ปล่อยให้ความคิดเคลื่อนไหวไปเรื่อยเปื่อย

• ฉันได้ค้นพบว่า 1 ชั่วโมง ตอนยืนโหนรถเมล์กับตอนที่ได้นั่งมันช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าตอนยืนจะทั้งอ่านหนังสือ ทั้งคุยโทรศัพท์ ทั้งฟังเพลงไปเพลินๆ ยังไง๊ยังไงมันก็ยังยาวนานกว่าการนั่งเฉยๆในเวลาที่เท่ากันอย่างเยอะ

• ช่วงเวลาที่รถติดค้างในขณะที่กำลังขึ้นสะพาน ทำให้การนอนบนรถเมล์สบายที่สุด.. ช่วงขาขึ้นมันมักจะดีอย่างนี้นั่นเอง

• รถเมล์เป็นพาหนะที่เชื่องช้า ก็เพราะมีขนาดที่ใหญ่ ทำให้ความคล่องตัวมีไม่เท่าทันพวกรถเก๋งคันจ้อยๆ จึงถูกแซงหน้าได้อย่างง่ายดายและเพราะรถเมล์มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดอยู่ 2 ข้อ คือ จอดทุกป้าย(ซึ่งเรามักสงสารเวลาคนชื่อ’รง’ขึ้นรถเมล์อย่างยิ่ง กลับบ้านไปคงต้องขัดหน้าการใหญ่ … ก็ทุกคน ‘ป้ายหน้าลง’ กันทั้งน้านน ฮาาาา) และอีกข้อก็คือ รถเมล์จะออกนอกเส้นทางไม่ได้ ลงอุโมงค์ก็ไม่ได้ แถมขึ้นทางด่วนก็ไม่ได้ (ยิ่งโทล์เวย์ที่แพงกว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง).. ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในเส้นทางที่รถติดหนัก ไม่ว่าคุณจะเดินลงมาขึ้นรถเมล์คันที่อยู่ข้างหน้า ขึ้นแท็กซี่ นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มันก็ประหยัดเวลาได้ไม่ต่างจากเดิมมากนักเพราะยังไงแล้วทุกคนต่างก็กำลังใช้ทางเดียวกันกับเรา .. การคิดนอกกรอบ ก็คงเหมือนกับการลงจากรถเมล์ แล้วไปขึ้นแท็กซี่ให้เลี้ยวไปใช้ถนนอื่นแทน แม้อาจจะอ้อมกว่า แต่ก็ทำให้ระหว่างทางไม่เหมือนใครและอาจไปถึงปลายก่อนคนอื่นก็ได้

• ขอนำเสนอโครงการ’ผลัดกัน’ เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และป้องกันโรคนั่งจนเมื่อยยืนจนเส้นเลือดขอด โดยผู้ร่วมโครงการเป็นใครก็ได้ที่ปฏิบัติตามกฏดังนี้ สำหรับผู้ที่ได้นั่งที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่น่าเอ็นดูก็ให้แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการโดยการยกมือขึ้น (เหมือนตอนตอบคำถามครูในห้องเรียน) สำหรับผู้ยืนโหนเมื่อได้รับสัญญาณจากผู้นั่ง ก็สามารถตอบรับคำชวนนั้นได้ โดยการยกมือขึ้นในลักษณะเดียวกัน หากกรณีที่มีคนยกมือกันหลายคน จะให้สิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่ใกล้ผู้นั่งมากที่สุดก่อน เมื่อข้อตกลงสมบูรณ์ ผู้นั่งก็จะลุกขึ้นยืน ผู้ยืนก็จะนั่งลงแทน ผลัดกันนั่งผลัดกันยืนทุกๆ 10 นาที จนกว่าจะมีใครลงจากรถไป ข้อตกลงจึงเป็นอันสิ้นสุดลง

• คุ้มมากๆ เสียแค่ 16 บาท แต่ได้นั่งรถเมล์ถึง 4 ชั่วโมงเต็มๆ

รถติดทีไร ผู้โดยสารได้กำไรเห็นๆ
:))


ร.รอ ล.เลิก

thUTCp31UTC12bUTCTue, 29 Dec 2009 16:41:58 +0000 12,2007

ฉันยืนรอรถเมล์ภายใต้แดดเปรี้ยงปร้างกลางกระหม่อม
10 นาทีผ่านไป ฉันยังยืนรออยู่ที่เดิม
15 นาทีผ่านไป ฉันเดินไปเดินมา คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
20 นาทีผ่านไป ฉันอำลาป้ายรถเมล์ เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า

ฉันยืนอยู่หน้าโรงหนัง เข้าแถวซื้อตั๋วที่ยาวคดเคี้ยวที่สุดเท่าที่เคยเจอะเจอ
10 นาทีผ่านไป บทสนทนาแก้เมื่อยของพวกเรากำลังจะจบ
15 นาทีผ่านไป พวกเราเริ่มพูดถึงคนอื่นๆรอบๆตัว
20 นาทีผ่านไป พวกเราเริ่มพูดถึงคนที่รู้จักที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
30 นาทีผ่านไป พวกเราเดินไปหาของกินอร่อยๆกัน

ฉันอึ้ง เมื่อได้ยินเลข 30 จากพนักงานต้อนรับหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เปล่า เธอไม่ได้คิดว่าฉันอายุสามสิบ แต่สามสิบคือจำนวนคนที่พวกเราต้องให้เค้ากินไปก่อน
1 นาทีผ่านไป พวกเราเดินไปกินร้านอื่น (หมายถึงกินอาหาร!)

เดินมาลานประดับไฟหลากสีสันลายตาหน้าห้าง ได้รู้ว่าทุกคนก็สนใจเหมือนพวกเรา
2 นาทีผ่านไป พวกเราเปลี่ยนเส้นทางไปที่อื่นอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่เสียดายเงินค่ารถไฟฟ้าที่แพงกว่าแปดบาท
ฉันไม่เสียดายหนังที่ไม่ได้ดูในวันนั้น
ฉันไม่เสียดายข้าวมื้อนั้นที่ควรจะมาจากร้านเด็ดของพวกเรา
และ ฉันก็ไม่เสียดายที่ไม่มีรูปพวกเราหน้าต้นคริสมาสต์ต้นโต

แม้ความอดทนของฉันจะมีจำกัด
และดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ ตามปริมาณตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งมีตัวเลือกแทนที่ ก็ยิ่งไม่อยากรอคอย

ตัวเลือกที่เยอะขึ้น ทำให้คุณค่าของตัวเลือกนั้นลดลง
เพราะหากเราหมดความอดทน
ก็เลิกรอกับตัวเลือกนั้นไปได้อย่างไม่ต้องตัดใจมากนัก
แล้วเลือกทางเลือกอื่น ที่คิดว่าให้ผลไม่ต่างกัน

การรอคอย บ่อยครั้งเราก็เลือกได้
ว่าจะ ‘รอ’ หรือ ‘เลิก’
และก็หลายครั้ง ที่เราต้องรอ รอเวลานั้นมาถึง
ระหว่างการรอคอย ไม่ต้องกลัวเหงา
เพราะเราจะมีความทรมานอยู่เป็นเพื่อน!


ความรู้สึกดี

thUTCp31UTC12bUTCMon, 07 Dec 2009 10:07:21 +0000 12,2007

‘นี่ หนังเรื่องนี้สนุกมั้ย’
‘เห้ยยย เรื่องนี้โคดดีอะ เราเคยดูๆๆ’
‘หรอๆ แล้วมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร’
‘…’
‘แล้วดาราคนนี้แสดงเป็นใคร’
‘…’
‘แล้วหนังมันได้รางวัลมั่งป่าว’
‘…’
‘แล้ว แล้ว แล้ว …’
‘พอเถอะ เราจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง แม้จะเคยดู แต่ก็แค่ครั้งเดียวในโรง แถมดูก็เมื่อนานนนนนนนนนนมากแล้ว
แต่ไม่เป็นไรนะ เพราะมีอยู่อย่างหนึ่งที่เราจำได้
คือ โคดรู้สึกชอบเลยหว่ะ’
..
ในสมองคนเรามีรอยหยักมากมายเอาไว้จดจำ ทั้งเรื่องที่ไม่อยากลืมและเรื่องที่ไม่อยากจำ
เช่นกัน, คนเราก็มีเรื่องราวนับร้อยนับพันให้จดให้จำให้นึกถึงให้ยิ้มให้เศร้าให้เหงาให้น่าอิจฉา..
มีเยอะมาก แถมมากเกินกว่าจำนวนรอยหยักที่มีกันอยู่เสียด้วย
คนสมองดี ก็โชคดีไป มีรอยหยักเยอะ มีความจำดี หยิบออกมาได้ตามใจสั่ง
แต่ไอพวกที่ไม่ค่อยจะดีนัก อย่างเราๆ
คงต้องหวังพึ่งความรู้สึกสินะ
แม้ความจำไม่ดี แต่ความรู้สึกดี
คงทดแทนกันได้แหละเนอะ
:)


เกาะสิบแสน

thUTCp30UTC11bUTCThu, 26 Nov 2009 18:14:11 +0000 12,2007

จะหมดปีแล้วนะ ปีนี้ไปเที่ยวกันแล้วหรือยัง?
วันนี้ข้าพเจ้าขอแนะนำเกาะล้าน ล้าน ล้านนนนนนน
ไม่ต้องไปไหนไกล (แค่พัทยาเองแหละ) แต่คุณภาพไม่เป็นสองรองทะเลไทยใดๆ
หาเรื่องเอาตัวเองไปตากแดด เอาทรายมาขัดผิว เอากล้องไปเก็บธรรมชาติ กันดีมั้ย
ทะเลหน้าหนาว หน่ะรึ อย่าไปกลัว!!!
ไม่เชื่อ ก็ดูรูปซะ แล้วจะไปเจี่ยนเปลี่ยนใจ


อยากไป?
ตามนี้
.ขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์(ขอแนะนำบริษัทรุ่งเรืองทัวร์ราคาถูกและดี) ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็จะถึงพัทยา
.นั่งสองแถวไปท่าเรือ ซื้อตั๋ว ลงเรือ
.ประมาณยี่สิบนาที ถึงหาดตาแหวนวู้วววว หาดนี้สวยที่สุด คนเลยเยอะสุด น่าเล่นน้ำและบานาน่าโบ๊ตเป็นที่สุด หรือจะนั่งเก้าอี้ชายหาดชมวิว ตากแดดให้ตัวดำ ก็ตามใจ อ้อ มีบริการสน๊อกเกิลและเดินใต้น้ำด้วยแหละ (แต่ถ้าคลื่นแรงก็ไม่แนะนำ)
.การไปหาดอื่นๆก็ง่ายมาก จะเช่ามอเตอร์ไซค์(ต้องขี่เทพๆหน่อย เพราะมันขึ้นเขาลงเขา) ซ้อนมอเตอร์ไซค์ หรือนั่งสองแถวก็ได้ ราคาไม่ต่างกันมาก
.ที่หาดแสมจะมีสวนสนุกในน้ำด้วยแหละ หลังห้าโมงเล่นฟรี (แต่พอห้าโมงก็มีคนมาลากเก็บอะ!! แอบงง)
.ร่างกายต้องการทะเล :))


วิชาอะไร ‘คำถาม’

ndUTCp30UTC11bUTCSun, 22 Nov 2009 10:48:55 +0000 12,2007

และแล้วก็ได้ไปเรียนวิชาอะไรมาอีกครั้ง
คราวนี้อาจารย์ยงยุทธมาพูดคุยกันในหัวข้อ ‘คำถาม’
ให้นักเรียนผลัดกันตั้งคำถามถามอาจารย์
ที่ทดๆไว้ ก็อยากเอามาแบ่งปันกัน ^^

- การมีความรู้ เป็นการหยุดคิดเพราะเราจะเอาความรู้มาเป็นตัวตั้งความคิด แต่ถ้าเรามีความอยากรู้ จะทำให้เกิดการคิดที่ไม่สิ้นสุด
- การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าเรามาช้าหรือใช้เวลาเกินกว่าที่ตกลงนัดกันไว้ อาจทำลายเวลาของคนอื่นได้
- พึงระลึกไว้ว่า ‘เวลาเป็นมรดกสำคัญของชีวิต’ และเราต้องรู้จักคุมเวลา
- ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะซื้อขายได้ มันเป็นของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (แต่ในปัจจุบัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา)
- มรดกสำหรับเด็กรุ่นถัดๆไป ที่ผู้ใหญ่ควรเสริมสร้างให้ คือ
1. ทรัพยากรธรรมชาติ เหลือไว้ให้รุ่นอืนใช้มั่ง
2. คำพูดที่ดี เพราะเด็กคือหีบที่ว่างเปล่า เราต้องให้ความรักแก่เด็กด้วยคำพูดที่ดีเพราะคำพูดจะมีผลต่อการมองโลกของเด็ก เด็กจะทำดีก็ด้วยความรัก แต่จะทำชั่วก็ด้วยความหวาดกลัว อยากรู้ว่าเค้ากลัวอะไรก็ให้ฟังเยอะๆ การฟังเป็นสิ่งวิเศษ
3. ให้งาน คนสมัยนี้มักรอคนอื่นมาให้งาน งานที่ว่าไม่ได้หมายความถึงการงานในออฟฟิศอย่างเดียว แต่พูดถึงงานต่อทุกอย่างรอบตัว


ทายคำขำขำ

thUTCp30UTC11bUTCFri, 13 Nov 2009 16:14:45 +0000 12,2007

ช่วงนี้ชอบเล่นทายคำมากกกก
เอามาแบ่งปัน
คำนี้มีสามพยางค์
ไม่ยากค่ะๆ ตรงไปตรงมา
:))
b4aa00bc1c59b9dL