LEVEL CLEARED!!

thUTCp31UTC12bUTCThu, 15 Dec 2011 17:50:14 +0000 12,2007

ไม่ได้เข้ามาบ้านนี้เป็นปี..

หนึ่่งปีเอง
แต่มันนานกว่านั้น..
ในความรู้สึก

เราจำไม่ได้แม้กระทั่งพาสเวิร์ดล็อกอิน
หรือตัวหนังสือที่เราเคยพรั่งพรูทิ้งไว้บนนี้สักชิ้น
นี่ใช่มั้ย ที่เค้าเรียกกันว่า ‘ลืม’ ?

แล้วอะไรพาเรากลับมา ?

คำตอบ
คือ
‘ความไม่เหมือนเดิม’

เรารู้สึกได้ว่าเราไม่เหมือนเดิม
เราแอบภูมิใจเล็กๆ ที่มีทักษะรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเองได้ด้วยตัวของเราเองโดยไม่ต้องส่องกระจก
ป่าว, เราไม่ได้ใช้ปรอทวัดไข้ ตาชั่ง ไม้บรรทัด ถ้วยตวงหรืออุปกรณ์ใดๆก็ตามมาวัด
เราใช้’อดีต’มาตัดสิน

เรามองอดีตลอดผ่านเลนส์ของแว่นความทรงจำ
เรามองเห็น
คน อีก คน

เด็กผู้หญิงคนนั้น มีหลายอย่างที่คล้ายเรา

หลายสิ่งที่เธอทำ เธอทำโดยไม่รู้ถึงผลของสิ่งที่จะตามมา
แต่เรารู้.. ทุกอย่าง
แต่เรา.. ก็ยังทำเหมือนเธอ

หลายฝันที่เธอวาดไว้ เธอพับเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินตามคนอื่่น
แต่เราแอบเห็น.. เราแอบอ่านแล้วลงมือทำมัน ทีละอัน ทีละอัน
ในที่สุด รูปวาดทุกชิ้นก็ผ่านมือเราจนหมดเล่ม
บางชิ้นก็แปลงสภาพเป็นภาพวาดที่มีชีวิตจริง ส่วนบางชิ้นก็ยังฝีมือไม่ถึงต้องลงมือฝึกฝนวาดกันใหม่

ถ้าเป็นเกมส์, ก็เหมือนกับ
เราดูเธอเล่นเกมส์ตะลุยด่านไปเรื่อยๆ เจอสัตว์ประหลาดก็แอบหนีไปตามทางลัดที่สูตรเกมส์เค้าแนะนำไว้ เธอเลยไม่เคยต้องลงมือฆ่ามันเลยสักตัว
จนเจอสัตว์ประหลาดตัวสุดท้ายของด่าน, บิ๊กบอส สัตว์ประหลาดตัวยักษ์ตายยาก
เธอเปิดค้นสูตรเกมส์ และก็แน่นอน, เกมส์ทุกเกมส์ย่อมมีหนทางตุกติกเสมอ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเกมส์ง่ายๆอย่างเกมส์นี้ เธอจดสูตรแล้วกดตาม

ดังใจอยาก, ตัวอักษรสีแดงตัวยักษ์ประกอบรวมกันเป็นคำว่า LEVEL CLEARED!! ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ เธอกดคลิกเลือกเพื่อเล่นด่านต่อไป ที่เพิ่งถูกปลดล็อกหลังจากผ่านด่านนี้ไปได้

น่าเศร้า, ในด่านต่อไป ยังไม่มีใครเขียนสูตรโกงออกมา อาจจะกำลังเขียนอยู่,ไม่เคยมีใครชนะ หรือมันเอาชนะได้ง่ายมากเสียจนไม่คุ้มที่จะไคว่คว้าหาทางโกงเกมส์ฺ

เธอคิดหนัก, เอายังไงต่อไป ?

เพราะเธอเสียเวลาเล่นเกมส์นี้มานานถึง4ปี กว่าจะหาเกมส์ที่น่าเล่นอันใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกทั้งเธอก็ไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะไปเริ่มต้นเล่นเกมส์ใหม่เสียด้วย

เธอจึงเลือก..

ที่จะหยุดเล่นเกมส์นี้
เธอหยุดเล่น เพื่อรอคนมาเฉลยทางให้เธอเล่นตามอย่างสบายๆ สุดท้ายก็จะได้ไปโม้อย่างผู้ที่เหนือกว่ากับคนที่เธอรู้จักและไม่รู้จักได้ว่าเธอน็อกเกมส์นี้จนหมดแล้ว

ป่านนี้ เธออาจจะกำลังรอ คนคนนั้นอยู่
หากเธอ ไม่ได้เจอ ‘เรา’

ในช่วงที่่เธอหยุดเล่น.. เป็นเวลาปีนึงได้
เธอไปแวะเวียนดูเกมส์ที่คนอื่นบนโลกเค้าเล่นกัน
เธอค้นพบว่า แต่ละคนก็เล่นเกมส์ไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่า ไม่มีใครเล่นเกมส์เดียวกันแบบเหมือนกันเป๊ะๆุทุกด่าน แถมบิ๊กบอสก็หน้าตาต่างกัน
คนบางประเภทเล่นไม่เอาไหนไม่ได้เรื่่องคล้ายเลือกเกมส์ที่ไม่ใช่แนวที่ตัวเองถนัดมาฝืนเล่น คนบางประเภทที่รวยแต่เห่ย ก็เลยจ้างคนอื่นมาเล่นให้ หรือคนบางประเภทที่เล่นไม่เคยชนะสักด่าน เลยเปลี่ยนไปเล่นเกมส์ใหม่ทุกครั้งที่แพ้

แล้วเธอก็เจอเรา, โดยบังเอิญ กลางดึกในวันที่เงียบสงบ
เธอเข้าใจว่าเราน่าจะเข้ากันได้ดี, คงเพราะเธอไม่รู้ว่าเราแอบอ่านบันทึกของเธอ ซึ่งทำให้เรารู้ว่าเธอเป็นคนมีนิสัยแบบไหน ชอบอะไร สนใจอะไรและตอนนี้กำลังมีปัญหาอะไรอยู่

‘ช่วยด้วย’, เธอพูดออกมาลอยๆอย่างอ่อนแรงพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด ในวันหนึ่งกลางบทสนทนาของความเงียบ

ณ จุดนั้นความอดทนในการรอของเธอมันลดหายไปกว่าครึ่ง

เธอแตะมือกับเรา, ให้เราเล่นเกมส์นี้ต่อ
ส่วนเธอ, จะคอยดูอยู่ห่างๆ ในที่ที่มีแค่เรารู้กันเพียงสองคนว่ามันคือที่ไหน

เรา, ไม่ได้เล่นเกมส์นี้ต่อ เพราะเราไม่อยากเล่นด่านนี้ ด่านที่เราค้นพบว่าเราไม่ถนัดและเรารู้สึกไม่สนุกกับเกมส์ที่เล่น

เราเลยเริ่มเล่นด่านเดิมใหม่ตั้งแต่ต้น แต่คราวนี้เราเล่นด้วยสองมือของเราเอง เรากำจัดสัตว์ประหลาดไปได้บ้าง ทุกครั้งที่เราเอาชนะมันได้ เราจะได้พลังวิเศษและอาวุธที่เจ๋งขึ้น เราเล่นอย่างขยันขันแข็งเก็บแต้มไปเรื่อยๆจนได้ถึงระดับหนึ่ง แล้วจู่ๆหน้าจอก็เปลี่ยนไป

level cleared!!
หน้าจอที่เธอคุ้นเคย ปรากฏให้เราเห็น
แต่คราวนี้มีอีกบรรทัดด้านล่างแถมมาด้วย

‘hidden level unlocked’

ม่ะ

มาลองกันซักตั้ง
..
.

ไอเจ้าด่านพิเศษที่ได้มาจากความพยายาม
.
.
.

:)


โรคงานง่อย

thUTCp30UTC11bUTCSun, 28 Nov 2010 18:43:09 +0000 12,2007

สำหรับชีวิตของคนที่พึ่งเรียนจบ พึ่งได้เริ่มทำงานประจำงานแรกในชีวิต ไม่ว่าจะได้ทำงานอะไรก็ตามจะเบี้ยวหรือจะตรงกับที่เรียนมาหรือจะroutineมากน้อยแค่ไหนก็ตามแต่
ล้วนพูดไม่ต่างกันว่า

‘ไม่อยากทำแล้วหว่ะ’

ตอนนี้ประโยคนี้กำลังเป็นที่ฮอตฮิตมากในหมู่พวกเรา มักจะถูกเปล่งออกมาเวลาที่คนรุ่นเราถูกถามเกี่ยวกับการงานที่ทำมาหากิน

แปลกดี, ที่คนหลายๆคนมีความคิดไม่ชอบสิ่งที่กำลังทำเหมือนๆกันโดยมิได้นัดหมาย เราจึงขอตั้งชื่อสิ่งอันน่าทึ่งนี้ว่า โรคงานง่อย

เพื่อนเราที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอยู่สองลักษณะ

แบบแรก :
เพื่อนในกลุ่มนี้มักจะบ่นๆให้เราฟังถึงความน่าเบื่อของตัวงานที่ทำ บ่นว่าไม่ใช่งานที่เหมาะกับตัวเอง บ่นว่าไม่ชอบงานนี้ บ่นว่าขี้เกียจทำงาน บ่นว่าจะลาออกเมื่อไหร่ดี บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น บ่นกันทุกคน

บ่น แล้วสบายใจ
สบายใจ แล้วมีแรงทำงานเดิม
ทำงานเดิม แล้วบ่น

วัฎจักรการบ่นเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ บ่นวนเวียนกลับไปมาอย่างไม่มีจุดจบ
เอาแต่บ่น แต่ไม่ทำอะไรซักอย่าง
ไม่อยากทำ ก็ลาออกซะสิ
จะลาออก แต่ไม่อยากตกงาน ก็หางานใหม่
เท่านี้ก็จะได้หยุดบ่นเรื่องเดิมๆกันซะที ฮ่วย

เอ๊ะ! นี่เราก็กำลังบ่นอยู่เหมือนกันนะ 55

และอีกแบบ :
พวกอยากเป็นนู่น อยากเป็นนี่ ซึ่งทั้งนู่นและนี่ ไม่ใช่งานที่กำลังทำอยู่อย่างสิ้นเชิง อยากทำงานนั้น แต่ไม่ได้เรียนมาเค้าคงไม่รับแน่เลย อยากไปเรียนต่อ แต่แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้วไม่มีเวลาจัดการ (แล้วก็หันไปบ่นต่อ เข้าลูปแบบแรก) อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยากมันทุกอย่างที่ไม่ใช่งานที่ทำ

เราเ้ข้าใจนะ ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำงานที่อยากทำหรือค้นพบงานที่อยากทำจริงๆ แต่ถ้าเทียบระหว่างการยอมทนไปเรื่อยๆกับการพยายามขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเป็นดังนี้

หากยอมทนทนทนทน จนหามุมดีๆในที่ที่นั้นที่ไม่เหมาะกับเราเจอ มองเห็นข้อดีเพื่อเอามาหลอกความต้องการลึกๆของตัวเองได้ ยิ่งหาได้เยอะ ไอความอยากนู่นนี่ ก็จะยิ่งลดลงมากเท่านั้น

หากพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ จนฝันเป็นจริง
(แต่ขอทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนซักนิดนึงว่า ความอยากกับความฝัน นั้นมันต่างกัน
ความอยาก, ใครๆก็มีกันได้ ตามสบายแล้วแต่คุณ
แต่ความฝันนั้นไม่ใช่, ความฝัน คือ ความอยากที่’ต้อง’ลงมือทำ สำหรับคนที่ไม่คิดจะลงมือทำเพื่อความอยากนั้น จึงมีแค่ความอยากปราศจากความฝัน)
หรือพยายามจนท้อเพราะฝันไม่เป็นจริง
ก็ไม่ต้องเศร้าไป เพราะสำหรับคนที่ไม่มีความฝัน เค้าจะไม่มีทางได้พบกับ ‘ฝันที่เป็นจริง’ ในซักวันของชีวิต เค้าทำได้แค่อยากไปวันๆ อยาก อยาก อยาก ในขณะที่คนมีความฝันคนอื่นๆ เค้ามีความฝันกับความจริงเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้ว

ในโลกจริง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่อยู่ที่นั่นเสมอไป
แต่ที่นั่น อาจมีสิ่งอื่นที่เป็นผลพวงจากความพยายามในระหว่างทางของเรา ที่มันอาจจะเจ๋งกว่าความสำเร็จที่คิดเอาไว้ก็ได้นะ

อาการทั้งสองแบบที่พูดมา เราขอแนะนำให้ใช้วิธีการรักษานี้
‘ลงมือ’
เอาแต่บ่น ก็ลงมือทำอะไรซักอย่างสิ
เอาแต่อยาก ก็ลงมือพยายามซะสิ

ตัวอยู่กับงานนิ่งๆ แต่ความคิดเคลื่อนที่ไปแล้ว
แล้วเมื่อไหร่ เราจะตามความคิดเราทัน?


สุขสุข

thUTCp30UTC11bUTCSun, 28 Nov 2010 16:59:01 +0000 12,2007

ไปงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนมาแหละ
ได้เจอเพื่อนที่คนทั่วไปใช้คำว่า’เก่า’เติมข้างหลัง เพื่อระบุอายุของความสัมพันธ์ ได้เจอรุ่นพี่ที่เคยสนิทกัน ได้เจอรุ่นน้องที่ไม่คุ้นหน้า ได้เจออาจารย์ที่ยังทันสมัยเหมือนเมื่อก่อน ได้เจอตึกเรียนที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงซะดูดีจนเสียดายที่เกิดเร็วเกินไป ได้เจอโจอี้หมาตัวเเก่ที่ชอบเข้ามาแอบงีบในห้องเรียน ได้เจอ..

ถ้าให้เล่าทั้งหมด คงจะเล่าไม่หมด
และยิ่งถ้าให้’เหล้า’ซักหยด คงจะเล่าไม่รู้จักหยุด

การได้กลับมาที่เดิมเดิม ได้แอบเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของหลายๆสิ่งรอบๆบริเวณนั้น ทั้งสิ่งที่หายใจได้และหายใจไม่ได้ ทำให้เราสัมผัสถึง’อายุ’ที่เพิ่มมากขึ้นของตัวเอง ได้รู้ว่าเรากำลังเติบโตไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆของสิ่งเหล่านั้น

เวลาบนนาฬิกาข้อมือกำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆไม่มีหยุดพัก ตรงข้ามกับบทสนทนาของพวกเราที่กำลังเดินถอยหลังไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทั้งเรื่องน่าอาย เรื่องประทับใจ เรื่องกลั่นแกล้ง และเรื่องที่ลืมไปแล้วต่างๆนานา ถูกนำกลับมาเล่ารีรันใหม่อีกครั้งจากแผ่นเมมโมรีในสมองของหลายๆคนที่ช่วยกันใส่เอฟเฟคและรายละเอียดลงไป

มีความสุขจัง :)

‘ความสุข’ ฉันพิมพ์คำนี้ไปในประโยคด้านบนโดยไม่รู้ตัว!
อะไรกัน เพียงแค่การนั่งคุยกัน ก็ทำให้เรามีความสุขได้แล้วหรอเนี่ย?
อาจจะจริง, แต่ไ่ม่ทั้งหมด
เพราะเรานั่งคุยกันถึงเรื่องความสุขในอดีต ความสุขที่เกิดขึ้นจึงเป็นความสุขยกกำลังสอง!
การสร้างความสุขจากความสุขเก่านี่มันเจ๋งกว่าความสุขโดยทั่วไปซะอีก
แปลกดี, ความสุขเก่า ต่อให้เก่าแค่ไหน ก็ไม่มีวันหมดอายุ
แถมสุขยิ่งเก่า ยิ่งทำให้เรายิ่งสุขขึ้นอีก เพราะมักเป็นสุขที่เราไม่ค่อยหยิบมันมาใช้เวลาทุกข์ เลยยังไม่ค่อยได้เบื่อสุขนั้นมากนัก

หากมีเวลา
ลองสุขสุขกับสุขเก่าเก่าดูนะ
แล้วจะรู้ว่าสุขเหนือสุขเป็นยังไง


เกียร์ว่าง

thUTCp30UTC09bUTCMon, 27 Sep 2010 09:44:41 +0000 12,2007

ก่อนหน้าที่ฉันจะขับรถเป็น ฉันเคยไปสมัครเรียนขับรถที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแถวๆบ้าน
ในวันที่ไปสมัคร ฉันต้องเลือกหลักสูตรว่าจะเรียนเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ
นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่า
รถทุกคันมีเกียร์ และเกียร์มีสองแบบด้วยกัน

ฉันลงเรียนเกียร์ออโต้ ทั้งที่คนที่เรียนเกียร์กระปุกจะขับเกียร์ออโต้ได้เลยและค่าเรียนของทั้งสองหลักสูตรนั้นเท่ากันก็ตาม แต่เพราะที่บ้านของฉันไม่มีรถเกียร์กระปุกให้ขับ ฉันจึงไม่เรียนเผื่อไว้
วันแรกเรียนทฤษฎีก่อนครึ่งวัน ให้พอรู้กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามบนสังคมท้องถนน วันถัดมาจึงค่อยได้ลงมือจับพวงมาลัยบนเบาะนั่งของคนขับจริงๆ

รถเกียร์ออโต้ มีจำนวนและตัวอักษรของตำแหน่งเกียร์แตกต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อ แต่โดยหลักๆแล้วจะต้องมีด้วยกัน 4 เกียร์ เรียงตามลำดับ คือ

· ตัว P (Parking) จะใช้ในการจอดรถ หากเข้าเกียร์นี้ รถจะถูกล็อกให้ขยับไม่ได้ ดังนั้นห้ามใส่เกียร์ปาร์คเวลาจอดรถซ้อนคันเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงรอยเหรียญขูด ข้อความพาดพิงบรรพบุรุษหรือสัตว์บางชนิด หรือเสียงตามสาย ‘ขอเชิญท่านเจ้าของรถหมายเลขทะเบียน..’

· ตัว R (Reverse) จะใช้เพื่อถอยหลัง ในรถหลายรุ่นจะมีเซ็นเซอร์คอยร้อง ติ๊ด ติ๊ด เตือนหากบั้นท้ายรถเรากำลังเข้าใกล้สิ่งกีดขวางในระยะแนบชิดกันเกินไป

· ตัว N (Neutral) คือ เกียร์ว่าง ใช้ตอนสตาร์ทรถหรือจอดรถทิ้งไว้ โดยที่เรายังสามารถเข็นรถได้ แบบที่เห็นหนุ่มๆโชว์แมนกันตามลานจอดรถทั่วไปน่ะแหละ และเวลารถติดไฟแดง หรือจอดพัก ก็เข้าเกียร์ว่าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหยียบเบรคค้างไว้

· ตัว D (Drive) ใช้เพื่อเคลื่อนตัวรถไปข้างหน้า อยากให้รถวิ่งเร็วขึ้นก็เหยียบคันเร่งให้ลึก อยากให้รถวิ่งช้าลงก็ปล่อยคันเร่ง ไม่ก็เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว

เมื่อรู้จักเกียร์แล้ว มาเริ่มขับรถกันเล้ย!
เริ่มจาก ขึ้นไปนั่งบนรถ เสียบกุญแจ บิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ จากนั้นใช้มือซ้ายลากเกียร์ไปที่ตัว D รถจะเริ่มเคลื่อนตัว ค่อยๆเหยียบคันเร่ง (แท่นเหยียบที่เท้าอันขวา) แค่นี้ ก็ขับไปไหนมาไหนได้แล้ว

ในสถานการณ์ที่คุณเจอไฟแดง(ที่สี่แยก ไม่ใช่ร้านผัดผักบุ้ง) ก็อย่าฝ่า เหยียบเบรค จนรถหยุดนิ่ง จึงค่อยเคลื่อนเกียร์ขึ้นไปที่ตัว N ขั้นตอนจึงคือ เปลี่ยนเกียร์ขับเป็นเกียร์ว่าง คล้ายกับการใช้ชีวิตไปข้างหน้า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเจออุปสรรคหรือสิ่งกีดขวาง เมื่อยังไปต่อไม่ได้ ก็หากคุณรั้นที่จะฝ่ามันออกไป ก็ไม่ต่างกับการเข้าเกียร์ D เอาเท้าเหยียบเบรคหยุดรถไว้ตลอดเวลา ซึ่งในที่สุด คุณก็จะเมื่อยและเป็นตะคริว
บางทีเราก็ควรหยุดพักบ้าง อะไรบ้าง ทำใจให้ ‘ว่าง’ ให้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆ ดีกว่าไหม?

ในสถานการณ์ที่คุณขับๆอยู่ เกิดนึกได้ว่าเลยซอยที่ต้องเลี้ยวมาแล้ว ต้องทำยังไง?
แน่สิ, ก็ต้องเปลี่ยนเกียร์ D เป็น R เพื่อถอยหลัง แต่ที่จริงแล้ว มันเปลี่ยน D ไป R เลยไม่ได้ คุณจะต้องเปลี่ยน D ไป N ก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยน N ไปเป็น R
เห็นไหม? การจะถอยหลังได้ เราจะต้องผ่านเกียร์ ‘ว่าง’ เสียก่อน
คล้ายกัน, เมื่อชีวิตเราบนเส้นทางนี้มันไปต่อไม่ได้ ก็ใช่ว่าเราจะถอยหลังกลับได้เลย ก่อนการถอยหรือเดินหน้าต่อในทิศทางที่ตรงกันข้ามแต่ละครั้ง เราต้องมั่นใจ เราต้องสำรวจตัวเองก่อน ว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ไม่ใช่พอไปต่อไม่ได้ เอะอะก็ถอย เอะอะก็ยอมแพ้

ดังนั้น
ไม่ว่าเราจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ตาม
เราจะต้อง
ผ่านเกียร์ว่างก่อนเสมอ!

:)


ช้าช้าได้รุ้งตัวงาม

thUTCp30UTC09bUTCMon, 20 Sep 2010 08:54:35 +0000 12,2007

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย
และพระอาทิตย์ก็ออกบ่อยหลังฝนตกเช่นกัน
เราจึงได้เห็นรุ้งกินน้ำตัวอ้วนตัวผอมทางฝั่งตรงข้ามเป็นประจำ
จนหลายคนหายตื่นเต้นไปเสียแล้ว!

วันนี้ฝนตกอีกแล้ว
และพระอาทิตย์ก็ออกมาอีกแล้ว
ฉันหลบแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อสายตา มองไปยังอีกฝั่งของท้องฟ้า
อยู่นั่นไง! ฉันเจอมันแล้ว วู้ววววว
รุ้งกินน้ำตัวลีบหลากสีทอดผ่านท้องฟ้าสีฟ้าจืดๆ ดูสวยแปลกตา ฉันควานหามือถือถ่ายรูปได้ในกระเป๋าใบโตสะพายข้างอันแสนรก(แต่ไม่สกปรกนะ!) หลังจากใช้เวลาร่วมไปหลายนาที ฉันก็หามันเจอ ฉันรีบกดปุ่มกล้องถ่ายรูปให้ว่องก่อนที่รุ้งตัวนั้นจะหายลับไปหลังก้อนเมฆ

ติ๊ด..
มือถือดับตัวเองลง โอ้ว.. ไม่นะแบตหมด!
แย่ละสิ มือถือแบตหมด ถ่ายรูปไม่ได้ รุ้งตัวนั้นอดแจกรูปตัวเองในเมมโมรี่มือถือของฉันซะแล้วสิ ฉันเก็บมือถือเข้ากระเป๋าอย่างเซ็ง มองไปรอบตัว หลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างชักชวนกันหยุดมองรุ้งตัวสวย ยกมือถือที่ถ่ายรูปได้ มากดแชะ แชะ กันยกใหญ่ บางคนก็แชะภาพตัวเองกับรุ้งกินน้ำคล้ายเวลาได้เจอนักร้องเกาหลีที่แอบกรี๊ด แต่ต่างกันตรงที่ มนุษย์มักถือวิสาสะคิดว่าท้องฟ้าเป็นของเราทุกคน จะลอบมองเมื่อไหร่ก็ได้ จะแอบนินทาตอนไหนก็ได้ หรือจะทำลายยังไงก็ได้ ไม่ต้องห่วง ท้องฟ้าไม่เคยเอาเรื่องเหล่านี้ไปฟ้องศาลออกสื่อลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

ฉันจ้องมองภาพวาดเจ็ดสีบนท้องฟ้าราวกับได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นชาติ
ฉันนึกขึ้นได้ ความทรงจำนอกจากจะอยู่ในรูปถ่ายแล้ว มันยังอยู่ในรูปวาดได้หนิเนอะ
ไม่รอช้า, ฉันความหาสมุดและปากกาในกระเป๋า ก๊อปภาพท้องฟ้าของศิลปินเอก อย่างไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์
น่าเสียดายที่ไม่มีปากกาสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสดและแดง ภาพจึงออกมาเป็นรุ้งสีดำคล้ายรุ้งที่เห็นในตอนกลางคืน ฉันเงยหน้ามองรุ้งอีกครั้งก่อนเก็บสมุดกลับลงกระเป๋า

เอ๊ะ!
นั่นมัน รุ้งอีกตัวนี่!!!
นี่ถ่ายเราถ่ายรูปแล้วเดินจากไป เราคงไม่ได้มีโอกาสเห็นรุ้งอีกตัวโผล่หน้าออกมาจากกลุ่มก้อนเมฆแล้วสินะ ฉันคิดในใจ ยินดีที่วันนี้มือถือแบตหมด สมุดจึงถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อถูกแต้มสายรุ้งอีกตัวเล็กๆลงในพื้นที่ว่างด้านล่างรุ้งตัวเก่า
เพียงเท่านี้ ภาพก็สมบูรณ์แบบ!

ฉันเพิ่งจะรู้ว่า
การเกิดรุ้งสองตัว นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซะทุกครั้งไป
แล้วถ้าหากว่า..
รุ้งตัวแรกอดทนรอรุ้งอีกตัวไม่ไหว
รุ้งทั้งสองตัว
จะได้พบกันไหมนะ?


เคล็ดเขียนออก

thUTCp31UTC08bUTCMon, 30 Aug 2010 16:23:40 +0000 12,2007

ได้ไปฟังอบรมการเขียนมา
ได้ความรู้มาเยอะแยะจนอยากแบ่งปัน (ไม่ต้องน้อยใจ สำหรับคนที่ไม่ได้ชื่อปัน เราก็แบ่งให้อ่านนะจ๊ะ)
เป็นเคล็ด(แบบลับๆ) (ในการเป็นนัก)เขียน (ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะคิด)ออก โดยคุณเต้ย ภาณุมาศ ทองธนากุล (ใบพัด) บอกว่า จะดีใจมาก หากเมื่อหลายปีก่อนมีคนมาแนะนำเรื่องอย่างนี้กับเค้าบ้าง..
อย่าเวิ่น เริ่มดีกว่า

1. หาเื่รื่องใส่ตัว : วัตถุดิบเป็นสิ่งที่สำคัญ การเดินทางเป็นสิ่งที่จำเป็น มากสำหรับชีวิต ยิ่งคุณมีวัตถุดิบมากเท่าใด คุณก็สามารถนำมาเลือกใช้ได้มาก โลกเหมือนซุปเปอร์มาร์เกต มีวัตถุดิบกระจายอยู่มากมาย เรามีหน้าที่เอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาเก็บใส่ตู้เย็นไว้ เวลาปรุงอาหาร เมนูที่เราจะทำก็จะมีมากกว่าไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม สารพัดไข่ มีรายการอาหารที่ทำได้ไม่จำกัด
ดังนั้นจึงต้องรู้ให้มาก พยายามอ่านอะไรก็ได้ที่เราไม่ได้เรียนมาหรือไม่ได้สนใจ หมั่นเดินทาง อ่านหนังสือ และพูดคุยกับผู้คน

2. ความทุกข์ของการเป็นนักเขียน คือ การครุ่นคิดอยู่กับงานมากจนละเลยสิ่งอื่น คุณอาจหมกมุ่นกับการเขียน ตั้งใจเขียนมาก ขยันมาก จนลืมไปว่าคุณมีปากมีท้องเหมือนกับคนอื่น เมื่อนึกได้ ก็จะพบทุกข์ที่ว่า ไม่มีเงิน เกิดการจ่อสู้ระหว่างงานเลี้ยงปากท้องและงานเขียน และทุกข์อีกอย่างก็คือ ต้องรับการวิจารณ์ การปฏิเสธ งานเขียนที่คุณเลี้ยงมาอย่างตั้งใจ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราผ่านพ้นความทุกข์ไปจึงคือ เหตุผลของการเขียน เเละเมื่อนั้น เมื่องานเขียนของคุณออกมาสู่สาธารณะ คุณจะชนะทุกทุกข์อย่างง่ายดาย

3. ต้องเป็นเด็กพิเศษ : ต้องรู้จักมองสิ่งเดิมๆในมุมมองที่แตกต่่าง มองสิ่งเดิมในอีกแบบหนึ่ง หา unthought ดีกว่า unseen แล้วจะรู้ว่ามีอะไรให้เราจดเยอะแยะไปหมด

4. เขียนอะไรดี? แนะนำให้เขียนเรื่องที่คุณ ‘เยอะ’ เพราะมันจะทำให้เราสนุกและมีเรื่องเขียนได้จนไม่อยากหยุดเขียน เช่น คุณเป็นคนเรื่องมากกับการฟังมาก ก็เขียนเลย โคดหงุดหงิดที่ลำโพงข้างซ้ายดังไม่เท่าข้างขวา.. เพราะความเยอะของคุณจะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อย

5. ทำตัวเองให้พิการ : การพิการ จะทำให้อวัยวะที่ปกติดีทำงานได้ดีกว่าของคนอื่นๆ เช่น คนที่ตาไม่ดี เค้าก็อาจจะมีหูดีกว่าคนอื่น หากเราบกพร่องในการรับส่งการสื่อสารบางอย่าง ก็จะทำให้เราพัฒนาการสื่อสารในด้านอื่นทดแทน

6. ต้อง self ในผลงานตัวเอง น่าสงสารผลงานของคุณนะ ที่แม้แต่ตัวเองยังคิดว่ามันกระจอก ขอให้เรารู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อยู่ อย่าลืมที่จะเป็นแฟนคลับของตัวเองก่อน

7. เป็นนักรื้อ : งานวรรณกรรมดีๆ มีเยอะมาก เกมส์สนุกๆ มีเยอะมาก คนในทวิตเตอร์ มีให้followเยอะมาก ในวันหนึ่งเรามีอะไรให้ทำได้เยอะมาก จนเราไม่มีทางที่จะทำได้ครบทุกอย่าง เราต้องหาบางอย่าง แล้วหลงรักงานนั้นอย่างหัวปักหัวปำ ทำการรื้อโครงสร้าง อ่านซ้ำ ไปหลายๆรอบ

8. หาบก.ที่ดี เพราะงานเขียนของเราบก. จะเป็นผู้ปั้นมันให้ออกมาดีขึ้น และส่งมันให้ออกมาเป็นรูปเล่มที่สวยงามต่อไป

การเขียนหนังสือก็คล้ายกับซื้อล็อตเตอรี่ ยากที่จะถูกรางวัล แต่ถ้าเราไม่ซื้อมัน เราก็จะไม่มีวันถูก
พยายามเขียนเข้าไว้!


Precious: Based on the Novel Push by Sapphire

thUTCp31UTC08bUTCFri, 06 Aug 2010 06:07:06 +0000 12,2007

‘Life is hard. Life is short. Life is painful. Life is rich. Life is….Precious.’
หนังเรื่องนี้โปรยไว้ด้วยประโยคเท่ๆด้านบน
เนื้อเรื่องโดยรวมกล่าวถึงชีวิตอันบัดซบของสาวอ้วนผิวดำอายุ 16 ปีคนหนึ่ง
ที่ชื่อว่า เพรเชียส

ไม่ได้เว่อร์, บัดซบ คือ บัดซบ จริงๆ

มีครอบครัวแตกร้าว แม่นิสัยไม่ดี ชอบทำร้ายร่างกาย ชอบตบตีและด่าว่าใช้คำพูดสกปรกๆ ปฏิบัติด้วยเหมือนไม่ใช่ลูกตัวเอง และที่สะเทือนใจเรามากที่สุด คือ พ่อแท้ๆ ของเธอข่มขื่นเธอ จนมีลูกด้วยกันถึง 2 คน โดยที่แม่ของเธอรู้เห็นเป็นใจด้วย!

เพรเชียสเกิดมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความเจริญในทุกหัวมุมถนนอย่างนิวยอร์กซิตี้ แต่เธอกลับถูกเพิกเฉยจากสังคม เธอไม่ได้รับการศึกษา เธออ่านไม่ออก และเธอก็เขียนไม่ได้ อีกทั้งรูปร่างอ้วนๆของเธอ ก็ทำให้เธอไม่เป็นที่รักและใครๆก็ต่างไม่เห็นเธออยู่ในสายตา
หนังเล่าชีวิตสุดแสนรันทดยิ่งกว่าละครน้ำเน่าบนทีวี ด้วยความโศกเศร้า หดหู่ จนเรายากที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้จริงๆ เรารู้ว่าในโลกยังมีคนที่ลำบากมากกว่าเราอีกมหาศาลและการเลือกเกิดไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถทำได้

ต่อให้รู้ ก็แค่รู้ ที่ทำได้ก็แค่จินตนาการ ภาพวิถีชีวิตของผู้คนเหล่านั้นด้วยมุมมองจากคนที่ไม่เคยประสบมาก่อน จนกระทั่งได้ดูหนังเรื่องนี้ เหมือนการเอาที่สุดของความแย่ที่วาดภาพไว้ในหัว ออกมาถ่ายทอดเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ จินตนาการกับความจริง ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน

ชีวิตของเธอนั้น เธอไม่ได้เลือกเอง แต่เมื่อเกิดมาแล้ว สิ่งที่เธอทำได้จึงมีเพียง ใช้ชีวิตของเธอต่อไปเท่าที่จะทำได้ ความเลวร้ายต่างๆในชีวิตที่พากันดาหน้าเข้ามาอย่างพร้อมใจ ไม่ว่าเธอ เราหรือว่าใครๆก็รับมือกันไม่ไหว

แต่เพรเชียส เธอไม่เหมือนใคร(ก็แน่นอนสิ ถ้าเอาชีวิตคนธรรมดาๆ มาทำหนังใครจะอยากดูล่ะเนอะ) เธอต่างจากเรา หรือว่าใครๆ ตรงที่ ต่อให้เธอหมดหวัง ท้อแท้ ชีวิตตกต่ำมากเท่าไร เธอก็ยังรู้ว่า ชีวิตของเธอมีคุณค่า(precious) แม้คุณค่าในตัวเธอจะไม่ได้เกิดมาจากการที่คนอื่นเห็นก็ตาม

เธอไม่เลือกการฆ่าตัวตาย เหมือนคนอื่นๆ มากมายบนโลก
เธอเลือกที่จะสู้ชีวิตต่อไป โดยอาศัยพละกำลังจากการจินตนาการและเพ้อฝันของตัวเอง เธอจะจินตนาการตัวเธอเองให้เป็นคนดัง นักร้อง นักแสดง นางแบบ เป็นใครก็ตามที่เธออยากเป็น เป็นใครก็ตามที่มีชีวิตอันสวยงาม เป็นฝัน.. ที่ไม่เคยขึ้นจริง

ในขณะที่หนังเรื่อง inception บอกเราว่า
ความฝันสดใสเสมอ เมื่อเราไม่ได้ฝันไปข้างหน้า เมื่อเราดำรงชีวิตอยู่ในความทรงจำอันหอมหวานกับคนพิเศษ

แต่หนังเรื่อง precious กลับบอกเราว่า
ความฝันสดใสเสมอ เมื่อเราฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ไม่ว่าเหตุผลของความฝัน จะคืออะไร
สิ่งที่หนังทั้งสองเรื่องได้บอกเรา
ก็คือ
เมื่อใดก็ตาม ที่เราไร้เรี่ยวแรง
เราจะหาพลังได้จาก
‘ความฝัน’

:)


เวทย์มนต์

thUTCp31UTC07bUTCWed, 28 Jul 2010 09:23:03 +0000 12,2007

ฉันกำลังนั่งอยู่บนเบาะหนังสีครีม ด้านหลังซ้ายเยื้องๆกับที่นั่งคนขับ
ในรถคันนั้น ไม่ได้มีแค่ฉันแต่เพียงผู้เดียว
นอกจากฉันยังมีพี่คนขับที่เราได้เจอกันเมื่อครู่ ไม่ใช่พรหมลิขิต แต่เกิดจากการโบกมือของฉันเองที่เป็นตัวลิขิต
ก็อย่างที่บอก ในทางกายภาพ ฉันไม่ได้อยู่เีพียงลำพัง
แต่ในทางจิตใจ ฉันอยู่เพียงลำพัง
ฉันพึ่งจะรู้ว่าเวลาที่คนเราป่วย เราจะสังเกตเห็นอะไรๆเกี่ยวกับตัวเองได้มากกว่าเวลาสุขภาพเป็นปกติอย่างน่าตกใจ คล้ายๆกับสมองจะขอลางาน เปลี่ยนให้ความรู้สึกเป็นตัวทำหน้าที่ไปก่อนพลางๆ

ฉันกำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่กับพี่โชเฟอร์ โดยมีไข้หวัดและความเหงาอยู่ป็นเพื่อนใกล้ๆ
เพื่อนคนแรก เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ฉันอยากกลับบ้าน
ส่วนเพื่อนอีกคน ฉันไม่รู้ว่ามันมานั่งอยู่ข้างๆฉันตั้งแต่เมื่อไหร่
ฉันเดาเอาว่า แท้จริงแล้ว มันคงนั่งอยู่ในตัวฉันมานานแสนนานแล้ว แต่ที่ฉันมองไม่เห็น นั้นก็เพราะในเวลาปกติ ฉันได้สร้างกำแพงขนาดใหญ่กำบังมันไว้ ไม่ให้ตัวเองและผู้อื่นมองเห็น
ยิ่งร่างกายอ่อนแอเท่าใด เกราะกำบังนั้นก็ค่อยๆพังทลายลงทีละชั้นๆ จนความเหงาออกมาโลดเเล่นอยู่ข้างๆฉัน อย่างตอนนี้

‘น้องๆ พี่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา’
คำถามจากพี่โชเฟอร์ ปลุกฉันให้ละความหมกมุ่นในเรื่องของตัวเอง มาใส่ใจในเส้นทางกลับบ้านที่ในตอนนี้มีเพียงฉันเท่านั้นที่รู้ทางที่ถูกต้อง

‘เลี้ยวขวาค่ะพี่’
ฉันตอบด้วยเสียงที่สั่นเทา พร้อมลมปากที่อุ่นจากอุณหภูมิภายในร่างกายที่สูงจนฉันเองยังกลัว
นี่ถ้าฉันไข่ไก่ไว้ในมือสักฟอง มันจะสุกไหมนะ ฉันคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พร้อมกับหยิบช็อคโกแลตก้อนจิ๋วในกระเป๋ามากำไว้ ด้วยความอยากรู้ (ฮั่นแน่ อยากรู้ละสิท่าว่า เป็นยังไง.. ไม่เกิดอะไรขึ้นน่ะ 55)

ฉันคิดถึงเตียงนอนคู่ใจของฉัน ฉันอยากล้มตัวลงนอนบนมันเร็วๆจัง พร้อมกับดึงผ้านวมสีสดใสมาคลุมตัวให้หายหนาว
แปลก, เพียงแค่นึกถึง ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึง

เหมือนเตียงนอนของฉันจะมีเวทย์มนต์บางอย่างดึงดูดฉันให้เข้าไปหา
รถเราวิ่งผ่านสัญญาณไฟเหลืองอย่างเฉียดฉิวหลายสี่แยก บนถนนไม่มีรถมาปาดหน้าให้พี่คนขับอารมณ์เสีย ไม่มีรถชนกันปิดกั้นทางจราจร และไม่มีฝนตกมาขัดขวางการเหยียบคันเร่งตามใจอยาก

รถวิ่งมาหยุดอยู่หน้ารั้วบ้านตามที่ฉันสั่ง
รถวิ่งมาไกลถึงร้อยเอ็ด (บาท)
ฉันหยิบแบงค์ร้อยมาหนึ่งใบ พร้อมควานหาเศษเงิน
แต่ด้วยเวทย์มนต์ของเตียงนอน พี่คนขับใจดี บอกร้อยเดียวก็พอ
ฉันยิ้มขอบคุณออกมาจากใจ แม้สังขารจะไม่อำนวยมากนัก :)

ฉันหยิบกุญแจบ้านมาไขประตูรั้วเหล็กด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ล็อกบ้าน แล้วพุ่งตัวขึ้นมาบนห้องนอน กระโดดนอนบนเตียงอย่างคิดถึง ขดตัวนอนอย่างสั่นเทาภายใต้ผ้านวมผืนใหญ่ที่ดูไร้ความสามารถในการให้ความอบอุ่นแก่ฉันในตอนนี้
ฉันยังคงนอนสั่นตัวด้วยความหนาวกลางห้องที่ไร้ลมพัด และอากาศที่อบอ้าวของหน้าร้อน

เจ๋งดีเนอะ
ฉันคิดในใจเล่นๆว่า ถ้าวันไหนอากาศร้อนมากสุดจะทน ไม่ต้องพึ่งแอร์หรอก แค่เราปรับอุณหภูมิข้างในตัวเราให้สูงกว่า แค่นี้อากาศข้างนอกก็หนาวได้โดยปริยาย!
ปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นไปดั่งใจไม่ได้ ก็ปรับที่ข้างในตัวเรานี่แหละ
ว่ามั้ย?

ฉันนอนพลิกกลับตัวไปมาด้วยความหนาวที่สัตว์เลือดอุ่น(และร้อน)ทุกตัวต้องรับมือเวลาป่วย แม้เตียงของฉันจะีเวทย์มนต์ มันก็ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายฉันไม่ได้ แต่มันทำสิ่งที่เจ๋งกว่านั้น
นั่นคือ ใช้เวทย์มนต์เรียกแม่กลับมาบ้าน

วันนี้แม่กลับบ้านเร็วกว่าวันอื่นๆ
กลับมา ก็ตกใจที่เห็นลูกสาวนอนขดตัวร้อนจี๋สั่นเป็นลูกลิง
ฉันดีใจ ลุกมากอดแม่ แม้สมองจะหยุดทำงาน ตายังสะลืมสะลืออยู่ก็ตาม
แม่เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว และวางแปะไว้บนหัว
แม้น้ำที่ใช้ จะเป็นเพียงน้ำจากก๊อกนํ้ำาธรรมดา ไม่ใช่น้ำมนตร์ปลุกเสกจากวัดชื่อดัง
แม้ผ้าที่ใช้ จะเป็นเพียงผ้าขนหนูเก่าๆผืนเล็กๆ ไม่ใช่ผ้าเนื้อดีมียี่ห้อ
แต่ฉันกลับรู้สึกดีขึ้นมาก

แน่นอน, วิทยาศาสตร์คงอธิบายไว้อย่างหมดจดแล้วว่า ทำไมการเช็ดตัวถึงช่วยลดไข้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ฉันก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ อยู่ดี ว่า
นอกจากน้ำและผ้า
แม่คงใส่เวทย์มนต์อะไรสักอย่างลงไปด้วย

:)


15 ข้อของ :)

stUTCp31UTC07bUTCWed, 21 Jul 2010 10:42:08 +0000 12,2007

เราต่างรู้กันดีว่าการหัวเราะนั้นเป็นยาที่ดีที่สุด
เพราะอะไร?

1. การยิ้มทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในอารมณ์ที่แน่แค่ไหนก็ตาม เราก็จะสามารถรู้สึกมีชีวิตชีวาได้จากการยิ้มของเรา
2. การยิ้มทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพของเราดีขึ้น เพราะการยิ้มทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย
3. การยิ้มสามารถส่งต่อได้ จริงๆ (นักวิทยาศาสตร์เค้าบอกไว้) เพราะมันยากมากที่จะทำหน้าบึ้งตึงเวลาที่เห็นคนยิ้ม
4. การยิ้มช่วยลดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดรฟีนเวลาที่เรายิ้ม (แม้จะฝืนยิ้มก็หลั่ง!)
5. การยิ้มทำได้ง่ายกว่าการบึ้ง นักวิทยาศาสตร์(อาจเป็นคนเดียวกับที่ได้กล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้า) ค้นพบว่าการทำหน้าบึ้งร่างกายจะต้องทำงานหนักกว่าและใช้กล้ามเนื้อมากกว่า!
6. การยิ้มเป็นสัญลักษณ์สากลของความสุข ต่างจากการจับมือ กอด และโค้งตัว ที่มีความหมายต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม
7. การยิ้มทำได้แม้ในเวลางาน แต่น้อยกว่าที่บ้าน งานยิ้มวิจัยระบุว่า ในเวลางาน 30% ของกลุ่มประชากร ยิ้ม 5-20 ครั้งต่อวัน และ 28% ยิ้มมากกว่า 20 ครั้งต่อวัน
8. การยิ้มแต่ละครั้งใช้ชิ้นกล้ามเนื้อบนใบหน้า 5-53 ชิ้น
9. เด็กเกิดมาพร้อมด้วยความสามารถในการยิ้ม แม้เราจะรู้กันว่าเด็กเรียนรู้จากพฤติกรรมและเสียงจากการสังเกตผู้คนรอบตัวก็ตาม เพราะแม้กระทั่งเด็กตาบอด ก็ยิ้มเป็น!
10. การยิ้มช่วยเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง เพราะการยิ้มทำให้คนมีเสน่ห์ มีมนุษยสัมพันธ์และมีความมั่นใจ
11. การยิ้มเป็นอารมณ์บนใบหน้าที่จดจำได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลออกไปถึง 300 ฟุตก็ตาม เราก็ยังจำรอยยิ้มคุณได้
12. ผู้หญิงยิ้มมากกว่าผู้ชาย แต่เมื่ออยู่ในสังคม ทั้งสองเพศจะในปริมาณที่ยิ้มเท่าเทียมกัน
13. การยิ้มมีเสน่ห์กว่าการแต่งหน้า
14. การยิ้มมี 19 ประเภทด้วยกัน แบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ ยิ้มแบบเข้าสังคม ซึ่งใช้กล้ามเนื้อน้อยชิ้น และ ยิ้มจากใจ จะใช้กล้ามเนื้อเยอะกว่า
15. เด็กเล็กยิ้มแต่เกิด หมอส่วนใหญ่บอกว่ารอยยิ้มจริงๆ จะเกิดตอนเด็กอายุ 4-6 สัปดาห์ตื่น แต่เด็กก็เริ่มยิ้มแล้วเหมือนกันตอนหลับตั้งแต่เกิด

:)))))

จาก http://www.pickthebrain.com/blog/15-fascinating-facts-about-smiling/


เพลงพระอาทิตย์

thUTCp31UTC07bUTCMon, 19 Jul 2010 10:27:44 +0000 12,2007

ได้มีโอกาสรู้จักและไปดูหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้มาเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนที่โรงลิโด้
เลยได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ “เพลงพระอาทิตย์” มีกำหนดการฉาย
ครั้งก่อนๆ เป็นแค่ ‘กำหนดการ’
แต่ครั้งนี้ กำหนดการได้ถูกลงมือทำจริงแล้ว

นับว่าเป็นความโชคดีของเรา ที่หนังได้ถูกเลื่อนออกไป
เลื่อนจนถึง ณ จุดเวลา ที่หนังกับเราได้มารู้จักกัน

บททดสอบของความพยายามมักจะมาถึงเราอย่างไม่ทันตั้งตัว
ในวันนั้น วันที่หนังควรจะถูกฉาย อย่างสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยเสียงปรบมือและช่วงสัมภาษณ์เล็กน้อยจากผู้กำกับ
แต่สิ่งเกิดขึ้นเป็นดังนี้

ไฟล์หนังยังมาไม่ถึงโรง!!!
ตอนได้ยินพิธีกรมาพูด นี่อึ้งจริง คิดว่าเป็นมุก 555
แต่สีหน้าและน้ำเสียงเค้ากลับบ่งบอกความชัดเจนของประโยคนั้นอย่างหนักแน่น
คุณรัฐ จำปามูล ผู้กำกับ และหนังของเค้า กำลังนั่งมอไซค์รับจ้าง มาจากสุขุมวิท อย่างเร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะขับมอเตอร์ไซค์ได้อย่างกลัวตาย
ระหว่างนั้น ก็มีการเล่าคร่าวๆ ถึงคุณรัฐให้ฟัง ว่าเป็นใครอะไรยังไง
และนั่น เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักผู้ชายคนนี้
และนั่น เป็นครั้งแรกที่เราได้สัมผัสโดยตรงกับความพยายามทำในสิ่งที่รัก
และนั่น เป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้หันกลับมาคิดถึงความพยายามอันน้อยนิดของตัวเองอย่างจริงจัง
คุณรัฐ เรียนจบมาในสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เขากลับเลือกทำงานในสิ่งที่ไม่ได้ร่ำเรียนมา อาศัยความชอบและถนัดล้วนๆ เข้าทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์และทำหนังสั้นควบคู่ไปด้วย
สิ่งที่ทึ่งคือ เขาลาออกจากงานประจำ เพื่อมาทุ่มเทกับเพลงพระอาทิตย์ ตลอดเวลา 3 ปีเต็ม!

หลังการพูดคุยผ่านคนอื่นเป็นชั่วโมง คุณรัฐและเพลงพระอาทิตย์ ก็มาถึงโรง พร้อมเสียงปรบมือและรอยยิ้มยินดีของผู้ที่นั่งรอหลายสิบคน
เย้ จะได้ดูซะที ขนมหมดไปหลายห่อ อีกทั้งพิธีกรก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
คุณรัฐกล่าวอะไรสั้นๆเพียงเล็กน้อย เกินครึ่งของคำพูด เต็มไปด้วยคำว่า ขอโทษ และ ขอบคุณ วนไปมา
เราเชื่อว่า ณ จุดนั้น เค้าคงยังไม่พร้อมที่จะพูดอะไร เนื่องจากอึ้งที่หนังจะฉายได้เพียง 20 นาที
หมายความว่า ที่นั่งรอกัน ก็เพื่อดูหนังที่จะดูได้ไม่จบ
แต่เชื่อไหม ณ ตอนนั้น ไม่มีใครลุกเดินกลับออกไป

การดูหนังที่ไม่จบ นั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับการขี้ได้ไม่สุด
ณ วันนี้ วันที่แผ่นหนังดีวีดี เพลงพระอาทิตย์ ได้ถูกไรท์ส่งมาถึงบ้าน
การขี้ของฉัน ก็ได้สิ้นสุดลง
ฉันแกะซอง ใส่แผ่นลงเครื่องเล่น กดสตาร์ท เริ่มดูใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

ดูแล้วรู้สึกมีกำลังใจ
ทั้งกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป กำลังใจในการกระโดดข้ามอุปสรรคและกำลังใจในการมองหาความสุข ที่แม้มันอาจจะไม่ยืนยาวก็ตามที

รู้สึกดีจริงๆ
พระอาทิตย์ไม่มีเสียง
เพลงพระอาทิตย์ไม่มีแสง
มีแต่เพลง ที่เพราะมากกกกกกก
:)

http://sunset-love-song.exteen.com/